สังเกตหรือไม่? ทำไมลูกดิ้นแรงช่วงกลางคืน

อาการลูกดิ้นในท้อง เป็นสัญญาณบ่งบอกกับคุณแม่ว่าลูกยังมีชีวิตอยู่แน่นอน คุณแม่หลายท่านเฝ้ารอการดิ้นของลูกด้วยความตื่นเต้น เพราะว่าอยากจะรับรู้ว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นอย่างไร ซึ่งลูกในท้องของเราจะเริ่มมีพัฒนาการเด็กที่ดี เริ่มรับรู้และเริ่มขยับตัวได้ตั้งแต่สองหรือสามเดือน แต่ว่าตัวยังเล็กมาก เป็นการขยับตัวเล็กน้อยจนคุณแม่นั้นไม่อาจจะรู้สึกได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไปคุณแม่จะสามารถรับรู้ถึงการดิ้นของลูกได้มากขึ้น เพราะว่าลูกจะตัวใหญ่ขึ้น แขน ขา ลำตัว จะยาวขึ้นคุณแม่จะสามารถสัมผัสถึงลูกดิ้นได้ในช่วง 4-5 เดือนเป็นต้นไป และจะดิ้นแรงและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆช่วงใกล้คลอด เพราะว่าลูกน้อยจะขดตัวอยู่ในถุงน้ำคร่ำอาจจะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเลยดิ้นแทบตลอดเวลา

p20-ลูกดิ้นบอกอะไร3-660x330

หลักการดิ้นของลูกนั้น บ่งบอกถึงพัฒนาการเด็กที่ดีด้วย เพราะว่าบางคนนั้นดิ้นน้อย บางคนดิ้นมาก หรือว่าบางคนก็ไม่ค่อยดิ้นเลย แต่สำหรับการพัฒนาการที่ดีแล้วการดิ้นของลูกบ่งบอกได้ว่าลูกนั้นเป็นเด็กที่แข็งแรงสมบูรณ์เพราะว่าเขาจะสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกได้ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือว่าการสัมผัสอย่างอื่นที่คุณแม่ทำเป็นประจำ เสียงพูดของแม่ เสียงเพลงต่างๆที่เคยได้ยิน เขาจะดิ้นเพื่อเป็นการตอบสนองในทันที คุณแม่หลายท่านเกิดความกังวลเล็กน้อย ในกรณีที่ลูกดิ้นแรงมากในช่วงกลางคืน ซึ่งบางครั้งก็ดิ้นแรงจนเกิดอาการเจ็บปวดทำให้คุณแม่นอนไม่หลับ เหตุผลที่ลูกน้อยดิ้นแรงและดิ้นบ่อยมากในช่วงกลางคืนก็เพราะว่า ในช่วงเวลากลางวัน คุณแม่ทุกท่านก็จะทำกิจกรรมต่างๆภายในบ้านหรือว่าอาจจะทำงานนอกบ้านด้วย เลือดจะไปเลี้ยงส่วนร่างกายของแม่มาก ลูกก็เลยไม่ค่อยดิ้นนักในช่วงเวลากลางวัน แต่ถ้าเป็นช่วงเวลากลางคืนเมื่อร่างกายของคุณแม่ได้พักผ่อน เลือดจะไปเลี้ยงส่วนร่างกายของลูกได้มากยิ่งขึ้น เลยทำให้ลูกดิ้นแรงมากขึ้นในช่วงกลางคืน ซึ่งคุณแม่หลายท่านก็อาจจะกังวลว่าลูกไม่ยอมนอนหรือเปล่า? ความจริงแล้วเป็นเรื่องปกติที่ลูกจะเริ่มดิ้นแรงและดิ้นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ตามสถิติแล้วในหนึ่งวันลูกจะดิ้นมากกว่า 200 ครั้งเลยทีเดียว

ลูกดิ้นแรง-1

การดิ้นของลูกบ่งบอกให้คุณแม่ได้ทราบว่าลูกน้อยของเรายังมีพัฒนาการเด็กที่ดี และมีร่างกายที่แข็งแรง คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตการณ์ดิ้นของลูกให้บ่อยครั้ง คุณหมอจะให้คุณแม่ทำการนับจำนวนครั้งที่ลูกดิ้นด้วยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เรื่องสำคัญที่คนเป็นแม่อย่างเราไม่ควรมองข้ามกันนะ

p21-สังเกตลูกเคลื่อนไหวอย่างไร1

เสริมพัฒนาการลูกด้วยของเล่นนักดนตรีน้อย

การที่ลูกจะสามารถมีพัฒนาการเด็กที่ดีได้ ส่วนหนึ่งจะต้องให้ลูกนั้นได้มีโอกาสพัฒนาตัวเอง ได้อยู่กับตัวเองและให้โอกาสลูกได้แสดงความสามารถของตัวเองออกมา อย่างเช่น การที่ให้ลูกนั้นมีความเข้าใจในเสียงเพลง มีความรักในเสียงเพลงและเสียงดนตรี เพราะว่าเสียงดนตรีจะช่วยให้เขาเป็นเด็กที่ไม่ก้าวร้าว และอยากที่จะเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

index

สำหรับของเล่นที่ผลิตออกมาในรูปของเครื่องดนตรีนั้น มีประโยชน์สำหรับลูกรักมาก ลูกน้อยจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจและตื่นเต้นกับของเล่นที่วางอยู่ตรงหน้า ดังนั้นคุณแม่คนไหนที่อยากให้ลูกมีพัฒนาการเด็กที่ดี ลองเลือกของเล่นที่จะช่วยให้เขาตื่นเต้นและมีความสุขได้ และสาธิตการเล่นของเล่นดังกล่าวให้เขาดู เพราะว่ามันอาจจะช่วยให้ลูกน้อยมีการเจริญเติบโตที่ดีทั้งในร่างกายและจิตใจอีกด้วย ส่งเสริมให้ลูกเป็นนักดนตรีตัวน้อย เพราะว่าเสียงดนตรีมีประโยชน์มากกว่าที่คุณแม่คิดอย่างแน่นอน

ท-น-ยมในการขายฟาร-มส-ตว-เป-ยโนอ-เล-กทรอน-กส-1pcส-แดงน-าร-กแบบส-มเพลงของเล-นสำหร

เครื่องดนตรีของนักดนตรีน้อยที่เราสามารถเห็นได้กันทั่วไปก็คือ ระนาดเล็กๆแบบที่ทำมาจากไม้หรือว่าพลาสติก สามารถที่จะส่งเสียงได้เมื่อตีลงไป อาจจะเหมาะกับเด็กวัยที่โตขึ้นมาหน่อย เครื่องดนตรีจำพวกคีย์บอร์ดที่เอาไว้สำหรับกดแล้วมีเสียงเพลง หรือว่ามีเสียงตามตัวโน้ต คุณแม่จะสามารถสอนให้เขารู้จักตัวโน้ตต่างๆได้เป็นอย่างดีในทันที ค่อยๆสอนกันไปเรื่อยๆ และของเล่นสำหรับเด็กผู้ชายที่มักจะฮิตกันก็คือของเล่นเครื่องดนตรีที่เป็นกลองชุด เพราะว่าเด็กผู้ชายส่วนใหญ่จะชอบ คุณแม่บางท่านมีลูกสาวก็ซื้อมาวางไว้ที่บ้านให้ลูกสาวได้เล่นด้วยเช่นเดียวกัน

images

ไม่ว่าจะเป็นของเล่นเครื่องดนตรีชนิดใดก็ตาม มันก็สามารุช่วยเสริมพัฒนาการที่ดีให้กับลูกรักได้อย่างแน่นอน ดังนั้น คุณแม่ควรที่จะหาของเล่นที่เป็นเครื่องดนตรีมาให้ลูกได้เล่นและศึกษาอยู่บ่อยๆ เพราะว่าจะได้ช่วยให้เขานั้นมีความสุขกับเสียงต่างๆ แยกแยะเสียงต่างๆได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือช่วยให้เขาเป็นเด็กที่มีสมาธิ รักในการเรียนรู้ และไม่ก้าวร้าว เพราะว่าแพทย์มักจะบอกเสมอตั้งแต่ลูกอยู่ในท้องว่าการผ่อนคลายที่ดีที่สุดของลูกก็คือการให้ลูกได้ฟังเพลงนั่นเอง เด็กบางคนอาจจะไม่ชอบที่จะเล่นเครื่องดนตรี แต่อย่างน้อยก็ให้ลูกได้ผ่อนคลาย และที่สำคัญคือให้ลูกได้มีโอกาสเลือกและค้นหาตัวเอง เพราะว่าโตขึ้น เขาอาจจะกลายเป็นคนที่รักในเสียงเพลงและเสียงดนตรีขึ้นมาได้ เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีคุณภาพและเป็นเด็กที่มีความสามารถมากมายเลยทีเดียว

การดื่มน้ำช่วงให้นมบุตรของคุณแม่หลังคลอด

การดื่มน้ำของคุณแม่หลังคลอด-2

สุขภาพของแม่และเด็กนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะช่วงหลังคลอดเป็นช่วงที่ต้องมีการดูแลรักษาสุขภาพของทั้งตัวคุณแม่และเด็กมาก ที่สุด เพราะว่าช่วงที่คุณแม่กำลังให้นมบุตรนั้น อาจจะเป็นช่วงที่คุณแม่ยังรู้สึกเจ็บที่แผล หรือว่ายังรู้สึกว่าร่างกายยังไม่เข้าที่มากนัก ต้องดูแลเป็นอย่างดี และในระหว่างที่คุณแม่กำลังฟื้นตัวจากการคลอดนั้น คุณแม่ก็จะต้องให้นมลูกด้วยเช่นกัน จึงเรียกได้ว่าเป็นงานหนักเลยทีเดียว

การดื่มน้ำของคุณแม่หลังคลอด

การ ปฏิบัติตัวของคุณแม่นอกจากจะต้องดูแลและฟื้นฟูร่างกายตัวเองโดยเร็วแล้ว คุณแม่จะต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพให้มากที่สุดด้วย เพราะว่าอาหารจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการชี้วัดว่าสุขภาพของลูกนั้นจะดีมากแค่ ไหน?คุณแม่ที่กำลังให้นมบุตรในช่วงหลังคลอดจะได้รับการดูแลเรื่องอาหารการ กินที่ดีเป็นพิเศษ บางก็ไม่สามารถที่จะรับประทานได้เพราะว่ามีผลต่อลูก เพราะว่าต้องให้นมอยู่ และอาจจะต้องบำรุงร่างกายด้วยอาหารสุขภาพหลายอย่างเพื่อให้น้ำนมมีเพียงพอ ที่จะเลี้ยงลูกต่อไปในกรณีที่คุณแม่นั้นมีน้ำนมน้อย อาหารที่คุณแม่มักจะขาดไม่ได้เลยช่วงนี้ก็คือน้ำ เพราะว่าความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูก และต้องให้นมลูกเป็นเหตุที่ต้องทำให้คุณแม่นั้นเกิดอาการกระหายน้ำได้ตลอด เวลา ดังนั้นจึงต้องดื่มน้ำมากเป็นพิเศษ แล้วคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตรควรจะดื่มน้ำอย่างไรให้เหมาะและพอต่อความต้อง การของร่างกายมากที่สุด

การดื่มน้ำของคุณแม่หลังคลอด-3

  • ดื่ม น้ำเปล่าควบคู่ไปกับนม ยิ่งดื่มมากยิ่งดี เพราะว่าช่วงนี้ร่างกายของคุณแม่จะต้องขาดน้ำอยู่แล้ว คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการดื่มน้ำเปล่าอย่างแน่นอน คุณแม่ก็ควรดื่มนมมากๆด้วยเพื่อบำรุงร่างกายตัวเอง ถ้าแข็งแรงก็จะมีน้ำนมมาให้ลูกได้อย่างเพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงเครื่อง ดื่มที่ไม่ใช่น้ำเปล่า ถ้าเป็นพวกน้ำผลไม้อาจจะดื่มได้บ้าง ยกเว้น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลัง เพราะว่าสารอาหารทุกอย่างจะสกัดออกมาเป็นน้ำนมให้ลูก คุณแม่ต้องเลือกดื่มเครื่องดื่มในช่วงนี้ด้วย
  • ดื่มน้ำอุ่นเพื่อ กระตุ้นให้น้ำนมลูกไหลดีมากยิ่งขึ้น ความจริงแล้วคุณแม่สามารถดื่มน้ำเย็นได้ แต่ว่าค่อยๆเปลี่ยนและสลับกับการดื่มน้ำอุ่นจะช่วยได้ดีมาก เพราะว่าจะช่วยให้ร่างกายมีเลือดไหลเวียนได้ดี และช่วยให้น้ำนมไหลดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ร่างกายก็จะทำการปรับอุณหภูมิที่ปกติ

การดื่มน้ำของคุณแม่หลังคลอด-1

แค่วิธีการเลือกดื่มน้ำแบบเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ก็มีผลต่อสุขภาพของแม่และเด็กได้ เพราะว่าบางครั้งคุณแม่ก็จะมองข้ามในเรื่องเล็กๆเหล่านี้ไป วันนี้ถ้าลูกน้อยกำลังดื่มนมแม่อยู่ คุณแม่อย่าลืมดื่มน้ำเยอะๆเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อยด้วย

การเดินทาง ขึ้นรถ ลงเรือ ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์

ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ หลายคนมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยานพาหนะในการเดินทางหลายรูปแบบ และวันนี้เราจะมาพูดถึงการเดินทางในรูปแบบของการขับรถยนต์ของคุณแม่ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว แต่ก็ยังต้องระวังอยู่ดี เพราะว่าบนท้องถนนนั้นสามารถที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อแบบไม่คาดคิด ถึงแม้ว่าจะเป็นการขับรถยนต์แต่ก็มีแรงกระแทกอยู่ดี ยังต้องระวังในทุกขั้นตอนและรอบด้าน

content-0031550-1438936220

ซึ่ง ช่วงเวลานี้คุณแม่อาจจะต้องมีความจำเป็นในการขับรถยนต์เองคนเดียว หรือว่าไปซื้อของ ไปทำงาน ซึ่งก็ต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้องด้วยเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและลูกในครรภ์

  1. เมื่อ อายุครรภ์เพิ่มมากขึ้น สรีระร่างกายของคุณแม่นั้นก็ไม่เหมาะที่จะขับรถยนต์มากนัก ด้วยหน้าท้องของคุณแม่ที่ยื่นออกไปทำให้คุณแม่จะสามารถขยับตัวได้ลำบาก มากกว่าเดิม เมื่อถึงช่วงเวลาใกล้คลอดคุณแม่อาจจะต้องงดในเรื่องของการขับรถยนต์ไว้  เพราะว่าสรีระร่างกายและหน้าท้องที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพในการขับรถ นั้นลดน้อยถอยลงได้มาก
  2. การนั่งเป็นเวลานานๆก็ไม่ดี เนื่องจากว่าการขับรถยนต์จะต้องต้องนั่งเป็นเวลานาน เสี่ยงต่ออาการปวดเมื่อยของคุณแม่ได้มาก ดังนั้นช่วงที่อายุครรภ์มากแล้วคุณแม่อาจจะต้องงดการเดินทางไกล เวลาที่ต้องขับรถไปไหนไกลๆอาจจะให้คนอื่นช่วยขับให้หรือให้คุณพ่อพาไปก็ได้ แล้วแต่จะสะดวก
  3. การเบรกเป็นระยะๆ ในการขับรถยนต์ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะว่ามักจะมีการเบรกรถเป็นระยะซึ่งเสี่ยงต่อการกระแทกได้เช่นเดียวกัน และระวังพื้นถนนที่ไม่เรียบ เพราะว่าการกระแทกบ่อยครั้งจะทำให้คุณรู้สึกเจ็บที่บริเวณท้องน้อยได้

1254141-700x453

เรื่อง ความปลอดภัยของลูกน้อยในครรภ์ขณะขับรถนั้น ความจริงลูกจะได้รับอันตรายได้ยากเพราะว่าในท้องจะมีถุงน้ำคร่ำห่อหุ้มตัว ลูกอยู่ เหมือนเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่งของลูก ซึ่งก็ไม่ควรวางใจเพราะว่าการกระแทกที่รุนแรงอาจจะทำให้ถุงน้ำคร่ำแตกได้ ง่ายมากกว่าเดิม  และสำหรับคุณแม่ท่านใดที่มีความจำเป็นจะต้องขับรถยนต์ด้วยตัวเอง หรือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางด้วยตัวเองไม่มีคนคอบขับรถให้ จะต้องทำการเช็คสภาพรถให้ดีก่อนเพื่อที่จะได้ชัวร์ในเรื่องของความปลอดภัย และที่สำคัญคือคุณแม่สามารถที่จะเลือกระยะทางที่เดินทางและหนทางในการเดิน ทางได้ หลีกเลี่ยงเส้นทางไกลที่ต้องนั่งนานๆ หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีความขรุขระ และใช้ความเร็วที่เหมาะสม อย่าฝืนขับรถถ้ารู้สึกว่าเหนื่อยจนเกินไปเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและลูก น้อย

driving-while-pregnant